40,000 บาทภายใน 7 วันกับ Diamond Holiday...ของจริง มาเป็นต้นสายก่อนใคร...ถ้าคุณรู้จัก TVI express นี่คือโปรแกรมที่จะมาทดแทนและอุดปัญหาที่เคยพบเจอ

www.diamondholidaytravel.co.cc

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกัน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

โอกาสประมาทร่วมเป็นไปได้ไหม

โอกาสประมาทร่วมเป็นไปได้ไหม
ถ้า รถทางโค้งขึ้นดอยโผล่ออกมานอกเลนของเขาทำให้เราต้องแตะเบรคแต่เป็นช่วงที่ ถนนลื่นทำให้รถของเราไปชนในเลนของเขาทางตำรวจบอกว่าหลักฐานไปทางเขาหมดเพราะ เศษสิ่งต่างตอกอยู่ที่เลนกลางแล้วทางเขาเป็นสองเลนทางเราเป็นเลนเดียวอย่าง นี้ทางเราพอสู้เป็นประมาทร่วมได้ไหมคะ

รถตัดหน้าหักหลบชนเกาะกลาง

รถตัดหน้าหักหลบชนเกาะกลาง
รถตัดหน้าหักหลบชนเกาะกลางถนน รถพังยับ คู่กรณีจอดลงมาดู
และให้นามบัตรพร้อมกับเลขกรมธรรมไว้ แบบนี้สามารถโทรไป
เรียกร้องค่าเสียหายกับบริษัทประกันของคู่กรณีได้มั๊ยครับ
คือไม่แน่ใจเพราะรถผมไม่มีประกันนะครับ

โดนรถชนแล้วไม่รับผิดชอบ

โดนรถชนแล้วไม่รับผิดชอบ
เมื่อ วันที่ 2 ส.ค. 52 แม่ข้ามถนนแถวสวนส้มธนาธร(รัตนาธิเบศ)โดนรถมอเตอร์ไซต์ชน ทำให้ซีโครงหักประมาณ 4-5 ซี กระดูกที่หักทิ่มปอด กระดูกข้อมือหัก กระดูกขาหัก 2 ท่อน ใส่ีเหล็กที่ขา ผู้ชนไม่ได้หลบหนีแต่แจ้งความว่าแม่วิ่งตัดหน้ารถ ซึ่งแม่ข้ามถนนกับเพื่อนไม่เห็นรถมอเตอร์ไซต์ วันรุ่งขึ้นไปพบตำรวจที่สน. ตำรวจบอกว่าคนที่ขับมอเตอร์ไซต์ต้องการเรียกร้องค่าซ่อมมอเตอร์ไซต์จากแม่ แม่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่มีประกันสังคม ฝ่ายที่ขับรถมอเตอร์ไซต์ระงับการจ่าย พรบ. และมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลให้แม่ยอมรับความผิดเพื่อให้ พรบ.จ่ายค่ารักษาพยาบาล และอย่าฟ้องร้องคดีเพราะไม่มีทางชนะ และจะเสียค่าทนายเป็นจำนวนมาก หรืออีกทางคือให้ยอมความยอมรับผิด และออกค่ารักษาพยาบาลเอง ทางเขาจะออกค่าซ่อมมอเตอร์ไซต์เอง เป็นอย่างนี้จะเริ่มต้นอย่างไรดีค่ะเพราะเค้าอ้างว่าตกงาน ไม่มีเงิน ที่สำคัญเขาเอารถมอเตอร์ไซต์ออกมาขับได้แล้ว ขอคำปรึกษาด่วนด้วยนะค่่ำะ

"ขับรถชน!!! อย่าตกใจ โปรดปฏิตามขั้นตอนนี้"

"ขับรถชน!!! อย่าตกใจ โปรดปฏิตามขั้นตอนนี้"
(เข้าชมทั้งหมด 447 คน)

อุบัติเหตุบนท้องถนน มีให้เห็นได้เสมอทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสารพัดตลอดทั้งปีของบ้านเรา มีทั้งบาดเจ็บเล็กน้อย กระทั่งเสียชีวิต อีกกรณีก็คือพวกที่ชอบ "ชนแล้วหนี" มีให้เห็นตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน ซึ่งฟังแล้วทำให้รู้สึกว่าคนสมัยนี้ขาดความรับผิดชอบและประมาทกันมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ก็มักจะตกใจจนไม่มีสติไม่รู้จะทำอย่างไรดี ที่สำคัญอุบัติเหตุบนท้องถนนยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของคนไทยด้วย แต่เมื่อห้ามกันไม่ได้หากจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ตัวคุณไม่ว่าจะเป็นผู้ขับ ผู้โดยสาร หรือผู้พบเห็นเหตุการณ์ก็ตามลองมาดูแนวทางปฏิบัติที่"ผู้จัดการ มอเตอร์ริ่ง" นำมาให้อ่านกัน

1 ถ้าเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์
ควรช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ตามสมควรและเราจะต้องแสดงตัวเป็นพลเมืองดีโดยยินดีที่จะเป็นพยานในคดีให้ สมมุติว่าเราเห็นคนคันหนึ่งชนคนแล้วหนีสิ่งที่เราควรทำก็คือพยายามจดจำทะเบียนรถ ชื่อยี่ห้อ สีรถแล้วรีบแจ้งตำรวจทราบ เพื่อติดตามจับกุมต่อไป มีบางคนถึงกับขับรถตามไปคนประเภทนี้ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีต่อสังคม

2 ถ้าท่านเป็นคนเจ็บเพราะรถชน
สิ่งแรกที่ควรทำก็คือท่านต้องร้องให้คนอื่นช่วย ถ้าท่านยังมีสติอยู่ เพราะว่าคนที่มามุงดูอาจจะไม่ทราบว่าท่านบาดเจ็บร้ายแรงเพียงใดหากท่านยัง สามารถพูดได้ก็ขอให้บอกว่าเจ็บที่ตรงส่วนใดเพื่อจะได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้อง ต้น ส่วนเรื่องคดีนั้นเอาไว้พิจารณาทีหลัง หากเราบาดเจ็บเล็กน้อยและไม่มีพยานในที่เกิดเหตุเราควรจดทะเบียนรถไว้ เผื่อไปเรียกร้องค่าเสียหายที่หลัง

3 ถ้าท่านเป็นผู้ขับ
กรณีนี้อย่าหนีเป็นอันขาดเพราะความผิดฐานขับรถประมาทนั้นไม่ใช่เรื่องเจตนา ผู้กระทำผิดไม่ใช่อาชญากร โทษก็ไม่มากมายอะไรควรจะอยู่เพื่อต่อสู้กับความจริง มิฉะนั้นท่านจะต้องหลบหนีนานถึง 15 ปี ถ้าท่านขับรถชนคนเสียชีวิต แต่ถ้าท่านมอบตัวสู้คดีบางทีท่านก็ไม่มีความผิด หรือมีความผิดศาลก็ปรานีลดโทษให้ ถ้าท่านมีน้ำใจ

หน้าที่ของคนขับรถเมื่อเกิดรถชนกันนั้น กฎหมายกำหนดดังนี้
3.1 ต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร เช่น ขับรถชนคนก็ต้องหยุดรถช่วยเหลือคนที่ถูกชน นำส่งโรงพยาบาล
3.2 ต้องไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที คือต้องรีบแจ้งตำรวจใกล้เคียงทันที แต่ต้องบอกด้วยว่าเราเป็นคนขับรถอะไร
3.3 แจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่หมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้เสียหาย
3.4 ถ้าเป็นผู้ขับขี่ที่หลบหนีหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กฎหมายให้ สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิดและตำรวจมีอำนาจยึดรถไว้จนกว่าจะได้ตัวผู้ขับ ขี่หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สิ้นสุด
3.5 ถ้าคนขับคนใดไม่ปฏิบัติตามกฎข้อ 1, 2 และ 3 แล้วจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่ถ้าคนที่ถูกชนบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตต้องจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท

4.ถ้ารถท่านมีประกันก็ต้องรีบแจ้งต่อบริษัทประกันทันที
เพราะบริษัทประกันจะมีเจ้าหน้าที่มาตามที่เกิดเหตุ พร้อมกับทำแผนที่เกิดเหตุไว้พร้อมเพื่อเอาไว้สู้คดี

5 ถ้ามีกล้องถ่ายรูปต้องรีบถ่ายรูปรถไว้ทันที
นอกจากนี้ยังต้องถ่ายรายละเอียดต่างๆไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่เกิดเหตุ ความเสียหายตามจุดต่างๆของรถ รวมถึงรถของคู่กรณี หรือหากว่ามีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุก็ให้ขอรูปจากมูลนิธิที่ทำการเก็บภาพไว้เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีในภายหลัง

6 ควรช่วยเหลือคนเจ็บ หรือค่าทำศพของผู้เสียชีวิต
เรื่องนี้สำคัญมากๆคนขับรถมักไม่ค่อยเห็นประโยชน์ ของการช่วยเหลือเหล่านี้ความจริงเมื่อคุณขับรถชนคนเสียชีวิต หรือบาดเจ็บหรือขับรถโดยประมาทนั้นมีโทษทางอาญฟา
- ทางอาญา คุณอาจจะต้องรับโทษจำคุก
- ทางแพ่ง คุณจะต้องชดเชยค่าเสียหายค่าบาดเจ็บ ค่าทำศพให้กับคู่กรณี หากคุณช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ไม่ชนแล้วหนี ต่อมาเมื่อเรื่องถึงศาล ศาลก็จะเห็นถึงความมีน้ำใจของคุณก็อาจจะรอลงอาญาให้เราโดยไม่จำคุกเรา แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าคุณหนีศาลมักจะให้จำคุกเลยเพราะเห็นว่าคุณเป็นคนแล้งน้ำใจ การตกลงใช้ค่าเสียหายให้คนเจ็บก็มีประโยชน์มาก
ยก ตัวอย่างเช่นถ้าไม่พยายามตกลงใช้ค่าเสียหายให้กับคนเจ็บ ตำรวจเขาจะมีระเบียบไว้ว่าไม่ให้คืนของกลางให้แก่ผู้ต้องหาจนกว่าผู้ต้องหา จะพยายามตกลงกับผู้เสียหายและถ้าคุณยอมชดเชยค่าเสียหายและค่าทำศพให้กับผู้ เสียหาย คดีแพ่งก็ระงับเพราะถือว่ายอมความคดีแพ่งกันแล้ว จะฟ้องเรียกค่าเสียหายคุณในทางแพ่งไม่ได้อีกแล้ว
ทั้งนี้การใช้รถใช้ถนนร่วมกันให้ดีขึ้นนั้น เราทุกคนควรขับรถอย่างมีสติไม่ประมาทและมีน้ำใจให้แก่กัน เพียงเท่านี้อุบัติเหตุก็จะไม่เกิดขึ้นแล้ว

ข้อมูลจากหนังสือ เชฟวี่ ทอล์ค

"ขับรถชนอย่งไรให้ได้เปรียบ"

"ขับรถชนอย่งไรให้ได้เปรียบ"
(เข้าชมทั้งหมด 785 คน)

คดี ที่ปวดหัวเรื่องหนึ่งคือคดีรถชนหรือโดนกัน ปวดหัวทั้งคนขับคู่กรณีและพนักงานสอบสวน ใครมีเส้นมีสาย เส้นเล็กเส้นใหญ่ขนมาใช้กัน พวกที่ไม่มีเส้นไม่ค่อยรู้จักตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ต้องขวนขวาย เป็นเรื่องที่ผมถูกปลุกตอนดึกๆอยู่เสมอ จะบอกเคล็ด(ไม่ลับ)ให้ตามหัวข้อเรื่อง “ขับรถชนแล้วต้องไม่เสียเปรียบ” ผู้ที่ใช้รถใช้ถนน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือคนเดินเท้าควรทราบ ไม่ได้สอนให้หัวหมอหรือเอาเปรียบคู่กรณี แต่คุณควรจะรู้กฏเกณฑ์กติกาที่ตำรวจหรือพนักงานสอบสวน, พนักงานอัยการ,ศาล,ทนายความหรือพนักงานเคลมของบริษัทประกันภัยเขาใช้กัน กฏหมายฉบับเดียวคือพระราชบัญญัติการจราจรทางบกซึ่งมีอยู่แค่ร้อยกว่ามาตรา ผู้ทำหน้าที่สอบสวนและพิพากษาคดีใช้กฏหมายเล่มนี้เป็นคัมภีร์ แต่ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ทราบว่าได้ศึกษากฏหมายฉบับนี้บ้างหรือไม่ บางคนไม่เคยอ่านเลยแต่สอบใบอนุญาตขับขี่ผ่าน คนรุ่นเก่าใช้เส้นสายทำใบอนุญาตขับขี่โดยไม่ได้

สอบ บางคนอ่านเพียงแค่ผ่านตาไปเที่ยวเดียว ฉะนั้นเคล็ดลับของการ “ขับรถชนแล้วต้องไม่เสียเปรียบ”คือ ให้ท่านไปหาซื้อ พ.ร.บ.จราจรทางบกมาอ่านทำความเข้าใจอย่างน้อย ๒ เที่ยวต่อเดือน อ่านทุกเดือนนะครับไม่เช่นนั้นลืม ตำรวจหรือพนักงานสอบสวนเขาต้องเปิดดูบ่อยเพราะมีคดีรถชนหรือโดนกันทุกวัน
ทบทวน ความรู้เดิมกันสักหน่อยนะครับ เริ่มตั้งแต่คำจำกัดความ ท่านคงเข้าใจแล้วนะว่า ทางร่วมทางแยก ที่คับขัน เขตปลอดภัย ช่องเดินรถ เส้นห้ามเปลี่ยนช่องเดินรถ เส้นแนวหยุด เส้นให้ทาง เส้นทางข้าม เส้นทะแยงห้ามหยุดรถ เส้นชลอความเร็ว ฯลฯมีความหมายเช่นไร และท่านจะต้องปฏิบัติเช่นไรจึงจะถูกต้อง ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติผิดเพี้ยนไปเป็นอย่างอื่นก็คือผิด เมื่อท่านไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรแล้วถือว่าท่านประมาทปราศจากความระมัดระวัง นั่นก็คือถูกตัดสินให้เป็นฝ่ายผิด ส่วนมากตำรวจหรือพนักงานสอบสวนจะชี้เบื้องต้นให้คู่กรณีทราบก่อนว่า “คุณเสียเปรียบคู่กรณี”(ที่จะชี้ว่าได้เปรียบคู่กรณีไม่เคยมี ) และมักจะไม่ชี้ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า คุณเป็นฝ่ายถูกหรือเป็นฝ่ายผิด ภาษานักเลงเรียกว่า “แทงกั๊ก” มันมีเหตุผลหลายอย่างครับ
นอกจากนี้แล้ว ยังมีลักษณะสำคัญของกฏหมายฉบับนี้ที่ท่านต้องแม่น คือเรื่องการใช้ทางเดินรถ ตั้งแต่การขับรถ การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า การออกรถ การเลี้ยวรถ การกลับรถ การหยุด การจอด การใช้ความเร็ว การปฏิบัติตามสัญญาณและเครื่องหมายจราจร กฏหมายเขียนไว้ละเอียดยิบ ผมยังงงว่าคดีรถชนเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อกฏหมายกำหนดไว้ชัดเจนให้ทำอย่าง นั้นให้ทำอย่างนี้ ถ้าทุกคนปฏิบัติตามกฏแล้วไม่มีทางที่รถจะโดนกันได้เลย ยกตัวอย่างเช่นการขับขี่รถจะต้องขับขี่ในช่องทางเดินรถ ถนนบางเส้นทางตีช่องทางไว้ให้ขนาดกว้างช่องละประมาณ ๒ เมตรครึ่ง ขนาดของรถยนต์ปกติกว้างที่สุดประมาณ ๑ เมตร ๘๐ เซ็นต์ กฏหมายห้ามขับขี่รถคร่อมเส้นแบ่งช่องทาง เส้นทางใดที่ไม่มีเส้นแบ่งช่องทางเดินรถก็ให้ถือแนวกึ่งกลางถนนเป็นแนวเส้น แบ่ง การขับรถตามกันให้เว้นระยะห่างพอสมควรพอที่ผู้ขับขี่รถคันหลังจะหยุดรถได้ ทันเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นกับรถที่ขับขี่อยู่ข้างหน้า (มีบัญญัตไว้ใน ม.๔๐) เรื่องการเว้นระยะห่างนี้ศาลฎีกาเคยพิพากษาเป็นบันทัดฐานว่าอย่างน้อย ๑๕ เมตร และถ้าหากรถมีความเร็วต้องเว้นระยะห่างมากยิ่งขึ้น ความเร็วของรถยนต์ในเมืองสูงสุดได้ไม่เกิน ๙๐ กม./ชม. และเมื่อขับขี่เข้าเขตเทศบาล หรือผ่านทางแยกต้องลดความเร็วลงครึ่งหนึ่ง ถ้าทุกคนปฏิบัติตามกฏแล้วไม่มีทางที่รถจะโดนกันได้เลยเว้นแต่คุณจงใจจะขับชน สถิติคนตายเพราะอุบัติเหตุจราจรของประเทศไทยทั้งประเทศ ในยามปกติจะเสียชีวิตชั่วโมงละ ๑ คนครึ่ง ถ้าในช่วงเทศกาลเสียชีวิตชั่วโมงละ ๓ คน (เป็นตัวเลขถัวเฉลี่ย) จะเห็นว่าคนตายเพราะอุบัติเหตุรถชนหรือโดนกันมากว่าในการสู้รบหรือทำสงคราม และมากกว่าโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง
เมื่อถึงเทศกาลครั้งหนึ่งๆ เช่นวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ มีผู้คนใช้รถใช้ถนนกันมาก อุบัติเหตุเกิดขึ้นสูงตามไปด้วย รัฐบาลรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยโดยวัดกันที่จำนวนคนตาย สมัยที่ผมยังมีหน้าที่อยู่ (ตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจทางหลวง) เคยเข้า ร่วมประชุม ผมพยายามคัดค้านตลอดว่า จะวัดกันที่จำนวนคนเจ็บคนตายไม่ได้ มันต้องวัดกันที่จำนวนครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ เรื่องการเจ็บการตายเป็นเรื่องประสิทธิภาพของการแพทย์และหน่วยกู้ภัย ยกตัวอย่างคนขับรถโดยสารขับรถหลับในพาผู้โดยสารจำนวน ๔๐ คนลงเหวข้างทาง ผู้โดยสารและผู้ขับขี่ตายหมด อย่างนี้จะถือว่าผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องควบคุมจัดการจราจรบกพร่องทำให้มี ผู้เสียชีวิตจากการจราจรตั้ง ๔๑ คนไม่ได้ เพราะอุบัติเหตุเกิดจากผู้ขับขี่ประมาทเพียงคนเดียวรายเดียว ผมก็ไม่รู่ว่ารัฐบาลเขาคิดกันยังไง
สาเหตุใหญ่ๆที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนหรือโดนกัน

ขับขี่รถใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนด
เลี้ยวรถตัดหน้ารถอื่นในระยะกระชั้นชิด
เปลี่ยนช่องทางเดินรถ หยุดรถ เลี้ยวรถโดยไม่ให้สัญญาณก่อนล่วงหน้า
ขับ ขี่รถในขณะที่ร่างกายหย่อนความสามารถในการขับขี่ เช่นหลับในรวมทั้งขับรถในขณะมึนเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นด้วยและท่านได้ โปรดทราบไว้ด้วย
- กรณีเลี้ยวรถทางขวาหรือกลับรถ ห้ามกระทำเมื่อมีรถสวนทางมาในระยะห่างน้อยกว่า ๑๐๐ เมตร(มาตรา ๕๒)
- ผู้ขับขี่รถต้องให้สัญญาณก่อนที่จะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องเดินรถ จอดรถหรือหยุดรถ ในระยะทางไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร (มาตรา ๓๖)
- การขับขี่รถขึ้นหน้ารถอื่นหรือแซงรถ ต้องแซงทางด้านขวา เว้นในกรณีที่รถที่ถูกแซงกำลังจะเลี้ยวขวา หรือเป็นถนนที่แบ่งช่องทางเดินรถในทิศทางเดียวกันตั้งแต่สองช่องขึ้นไป (มาตรา ๔๕)
- การขับขี่แซงขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถซึ่งมิได้แบ่งช่องเดินรถไว้ ต้องให้สัญญาณโดยกระพริบไฟหน้าหลายๆครั้ง หรือให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวา เมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางและทำได้อย่างปลอดภัยจึงจะแซงขึ้นหน้าได้ (มาตรา ๔๔) ผู้ขับขี่รถแซงขึ้นหน้ารถอื่นเป็นฝ่ายที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง
- ผู้ขับขี่รถคันที่จะถูกแชง เมื่อจะให้รถอื่นแซงขึ้นหน้า ต้องให้ไฟสัญญาณกระพริบเหลืองอำพันที่ติดอยู่ท้ายรถด้านซ้ายหรือไฟเลี้ยว ซ้าย (กรณีแซงด้านซ้ายเป็นเรื่องห้ามแซงตามที่ได้กล่าวไปแล้ว) ข้อนี้เป็นเรื่องของมรรยาทการขับขี่รถ (มาตรา ๓๘อนุ ๓)
- กรณีห้ามแซงเด็ดขาด เมื่อรถกำลังขึ้นทางชัน ขึ้นสะพาน อยู่ในทางโค้ง(เว้นแต่จะมีเครื่องหมายให้แซงได้) ภายในระยะ ๓๐ เมตรก่อนถึงทางข้าม ทางร่วม ทางแยก วงเวียน ทางเดินรถที่ตัดกับทางรถไฟ เมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่นหรือควันทำให้ไม่อาจมองเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะ ๖๐ เมตร เมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย (มาตรา ๔๕)
- ในทางเดินรถ ให้ถือเป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้ชนหรือโดนคนเดิน เท้า (มาตรา ๓๒ กฏหมายบังคับให้คนขับรถต้องระมัดระวังคนเดินเท้า)
- แต่ในกรณีที่ผู้ขับขี่รถ ชนหือโดนคนเดินเท้าที่ข้ามถนนทางนอกทางข้าม (เมื่ออยู่ในเขตที่บังคับให้ต้องข้ามในทางข้าม) หรือลอด หรือผ่านสิ่งปิดกั้นห้ามข้ามทาง ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นว่าผู้ขับขี่ได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้ว มีอำนาจปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกันได้ (มาตรา ๑๔๕)

โปรด สำรวจตนเองว่าท่านแม่นกฏหมายจราจรเพียงใด แล้วท่านปฏิบัติตามด้วยหรือไม่ ถ้าท่านยังไม่ทราบต้องรีบหาซื้อกฏหมายจราจรมาอ่าน มิฉะนั้นเมื่อตำรวจหรือพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนท่านจะพูดอะไรที่มันเข้า ตัว เท่ากับสารภาพผิดไปโดยปริยาย อย่าลืมนะครับ อ่านกฏหมายจราจรเดือนละ ๒ เที่ยวทุกเดือน ขับรถชนเมื่อใดรับรองท่านได้เปรียบ.

พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท

"ขับรถป้ายทะเบียนสีฟ้าพาซวย?"

"ขับรถป้ายทะเบียนสีฟ้าพาซวย?"
(เข้าชมทั้งหมด 1356 คน)

เมื่อทนายตกเป็นผู้ต้องหา?
ไม่ว่าชนชั้นใดหากถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ก็จะต้องมีหน้าที่ไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อศาลครับ ก็เป็นที่เข้าใจว่าในระบบกฏหมายของเรานั้นรับมาจากประเทศอังกฤษ เป็นระบบกล่าวหา ผู้ใดถูกกล่าวหาก็จะต้องมีหน้าที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองครับ ข้อหาที่ทนายได้ตกเป็นผู้ต้องหา ก็ไม่ใช่ความผิดอาญาที่มีอัตราโทษสูงส่งอะไรครับ มีอัตราโทษเพียงปรับไม่เกิน ๒ พันบาทครับ ข้อหาที่ว่า คือ "ทนายถูกพนักงานตำรวจจราจรกล่าวหาว่าเป็นผู้ตัดแปลงสภาพหลังคารถและใช้รถดัด แปลง" หากจะพูดกันให้ชัดลงไปก็คือ รถประจำตัวทนายเป็นรถแบบสี่ประตูลักษณะป้ายทะเบียนเป็นสีฟ้า ป้ายประเภทนี้เป็นป้ายแบบรถนั่งสองแถว ส่วนบุคคลครับ ท่าน ๆ ขับรถไปในท้องถนนใน กทม. จะเห็นว่ารถยนต์ที่ใช้แผ่นป้ายแบบนี้มีมากมายจนนับไม่ถ้วนครับ วิ่งกันไปมาเกลื่อนเมืองครับ ปรากฏว่าทนายไม่ยอมรับผิดตามข้อกล่าวหา เพราะข้อเท็จจริงทนายซื้อรถป้ายแดงจากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ มาทนายบอกว่าให้ติดตั้งหลังคาแครี่บอยกระบะท้ายให้ด้วย พนักงานขายก็ไปดำเนินการตามความประสงค์เรียบร้อยโดยคิดราคารวมกับการชำระ ราคารถยนต์ ทนายชำระเงินให้ไป เรียบร้อย ต่อมาอีกประมาณ ๑ เดือนก็ได้รับแผ่นป้ายทะเบียนสีฟ้า ทนายใช้รถวิ่งไปเหนือ อิสาน ใต้ ก็ไม่เคยถูกจับสักครั้ง ดันมาถูกจับในกรุงเทพฯ พนักงานจราจรนำพาทนายไปพบร้อยเวร และปฏิเสธ ปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าทนายเป็นผู้คัดแปลงรถและนำรถไปตรวจ สภาพ ทนายเลยต้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ครับ
ที่ทนายเล่ามาให้ฟังทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฏหมายที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่นคือ พรบ.รถยนต์ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ครับ
ซึ่ง ตัวบทกฏหมาย ระบุว่าผู้ที่จะผิดในเรื่องตามข้อเท็จจริงได้ จะต้องได้เป็นผู้ดัดแปลงและใช้รถดัดแปลงสภาพครับ ในเรื่องดังกล่าวทนายไม่ได้คัดแปลงตามข้อต่อสู้แต่ทนายรับว่ารถคันที่ขับมี หลังคาที่มีระดับความสูงไม่ได้มาตราฐานที่กฏหมายกำหนดไว้ครับ เมื่อวันก่อนทนายได้ยินแว่วมาว่า จะมีการกวดขันจับกุมในเรื่องรถที่มีแผ่นป้ายทะเบียนสีฟ้า หากท่านที่เข้ามาอ่านพบบทความนี้ หากถูกจับกุมก็ให้ปฏิเสธครับ ยอมเสียเวลานะครับ เพราะทนายต้องการให้มีคดีขึ้นไปสู่ศาลมาก ๆ ครับ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทนายเห็นว่าเป็นการที่เกิดขึ้นจากการทุจริตของเจ้า หน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกร่วมกับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ครับ
จาก ทนายรถ..

ความรู้ประกันภัยรถ "การคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี"

ความรู้ประกันภัยรถ

"การคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี"


· กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้ขับขี่และเป็นฝ่ายผิดเอง หรือไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่ประสบภัย ดังนี้ ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่จะได้รับความคุ้มครองไม่เกินค่าเสียหายเบื้อง ต้น กล่าวคือ หากบาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 15,000 บาท หรือเสียชีวิตจะได้รับค่าปลงศพ จำนวน 15,000 บาท หรือเสียชีวิตภายหลังรักษาพยาบาลจะรับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 30,000 บาท

· กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้โดยสาร/บุคคลภายนอกรถ จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บ และ 80,000 บาท กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร

ความรู้ประกันภัยรถ "ประกันภัยรถภาคบังคับคุ้มครองอะไรบ้าง?"

ความรู้ประกันภัยรถ

"ประกันภัยรถภาคบังคับคุ้มครองอะไรบ้าง?"


ท่านที่ได้ติดตามบทความ เรื่องความรู้ประกันที่ทนายได้นำขึ้นบนเวบไซต์แล้ว ทุกท่านคงจะรู้และเข้าใจรายละเอียดของประกันภาคบังคับแล้วคืออะไร ในคราวนี้ทนายจะทำความเข้าใจให้ท่านได้ทราบเนื้อหาของความคุ้มครองว่า ประกันภัยภาคบังคับ กฏหมายได้กำหนดให้ผู้ประสบภัยจากรถได้รับความคุ้มครองอะไรบ้าง ดังที่ทนายจะให้รายละเอียดต่อไปนี้

ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คือประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ

* ผู้ขับขี่รถ ผู้โดยสารรถ
* ผู้ที่กำลังขึ้นลงรถจากรถ หรืออยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งของรถ
* คนเดินเท้า คนข้ามถนน
* คนที่พักอาศัยอยู่ในบ้าน และประสบอุบัติเหตุเนื่องจากรถ

ต่อ ไปทนายจะได้กล่าถึงเรื่องที่เมื่อผู้ประสบภัยได้รับภัยจากรถแล้วจะได้รับค่า สินไหมทดแทนอย่างไรบ้าง ? ซึ่งตาม พ.ร.บ.ได้กำหนดให้ผู้เสียหายได้ ค่าเสียหายคุ้มครองตาม พ.ร.บ. โดย บริษัทประกันภัยจะต้อง จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น จะจ่ายแก่ผู้ประสบภัยภายใน 7 วัน นับจากวันที่ยื่นคำขอ โดยผู้เสียหายต้องนำเอกสารบันทึกประจำวันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเอกสารใบ เสร็จค่ารักษาพยาบาล

ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จะแยกจ่ายเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้.

ขั้นแรก จะจ่ายให้เป็นค่าเสียหายเบื้องต้น ในวงเงินค่ารักษาพยาบาลตามจริง ไม่เกิน 15,000 บาท/คน
ค่าปลงศพ 15,000 บาท/คน ก่อน

ขั้นที่สอง จะจ่ายเมื่อมีสรุปผลคดี หรือมีคำพิพากษาของศาล ระบุว่าผู้ขับขี่รถคันที่ประกันภัยกับบริษัทฯ
เป็นผู้ขับขี่รถโดยประมาทฯแล้วเท่านั้น บริษัทฯจึงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทน
ในส่วนที่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นได้ โดย หากบาดเจ็บไม่สาหัส พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี
จะสรุปผลคดีว่าใครขับขี่รถโดยประมาทฯ ผู้ขับขี่รถประกันต้องยอมรับสารภาพ
และลงชื่อเป็นผู้ต้องหา แล้วเท่านั้น จึงจะจ่ายได้ หากบาดเจ็บสาหัสหรือตาย ต้องส่งฟ้องศาล
ต้องพิพากษาว่าขับขี่รถโดยประมาทฯ และผู้ขับขี่รถประกัน ยอมรับสารภาพแล้ว หรือผู้ขับขี่รถประกัน ขับขี่รถโดยประมาทฯ มีคำสั่งไม่ฟ้องเนื่องจากผู้ขับขี่เสียชีวิตคดีอาญา เป็นอันระงับแล้วเท่า นั้น จึงจะจ่ายได้
โดย..ทนายรถ

ความรู้ประกันภัยรถ "กรมธรรม์ประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่"

ความรู้ประกันภัยรถ

"กรมธรรม์ประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่"


ท่าน ทราบหรือไม่ว่าในปัจจุบันนี้เราสามารถทำประกันภัยแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ ซึ่งเราสามารถชื้อประกันภัยโดยระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ทั้งการซื้อประกันภัย ประเภทที่ ๑ ,๒ และ ๓ ครับ ซึ่งหากเราต้องการหรือประสงค์จะซื้อประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่ในการ คำนวณค่าเบี้ยประกันภัย จะนำอายุของคนขับมาเป็นองค์ประกอบในการคำนวณค่าเบี้ยด้วย ซึ่งเมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุจะคุ้มครองเฉพาะเมื่อผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อกระทำ เท่านั้น
หากในกรณีที่มีบุคคลอื่น เช่น ภรรยา บุตร ญาติ ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่ได้ระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่ในกรมธรรม์ นำรถคันที่ซื้อประกันภัยโดยระบุตัวผู้ขับขี่ไปเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่ผู้อื่นได้รับความคุ้มครองด้วย แต่ผู้ทำประกันหรือเจ้าของรถคันนั้นก็ต้องร่วมรับผิดในค่าเสียหายที่เกิด ขึ้นจากอุบัติเหตุแต่ละครั้งด้วย
การทำประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่นี้เหมาะสมกับรถที่ไม่ได้ใช้หลายคน การประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่จะทำได้เฉพาะ
๑ . รถยนต์ส่วนบุคคล
๒. รถจักรยายนส่วนบุคคล
๓. รถดดยสารส่วนบุคคล
ซึ่งสามารถที่จะระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ไม่เกิน ๒ คน ครับ
ข้อ ดี ของการเลือกทำประกันภัยโดยระบุชื่อผู้ขับขี่ อยู่ที่การได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยตามช่วงอายุของผู้ขับขี่ที่ระบุ ชื่อไว้ ดังต่อไปนี้

อายุ ๑๘-๒๔ ปี ระบุชื่อ ๑-๒ คน ลดเบี้ย ๕%
อายุ ๒๕-๓๕ ปี ระบุชื่อ ๑-๒ คน ลดเบี้ย ๑๐%
อายุ ๓๕-๕๐ ปี ระบุชื่อ ๑-๒ คน ลดเบี้ย ๒๐%
อายุ ๕๐ปีขึ้นไป ระบุชื่อ ๑-๒ คน ลดเบี้ย ๑๕ %

ความรู้ประกันภัยรถ "การประกันภัยรถยนต์มีกี่ชนิด?"

ความรู้ประกันภัยรถ

"การประกันภัยรถยนต์มีกี่ชนิด?"
(เข้าชมทั้งหมด 972 คน)

ท่านทราบหรือไม่ว่าชนิดของการประกันภัยมีอะไรบ้าง? จากคำถามนี้มีคำตอบว่าประถันภัยมี ๒ ชนิดครับ แยกเป็นดังนี้

๑. ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ คือ ประกันภัย ตามที่กฏหมายได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕
๒. ประภัยภัยภาคสมัครใจ คือประกัยภัยที่กฏหมายไม่ได้บังคับไว้ให้รถยนต์ทุกคันต้องซื้อไม่เหมือนใน ข้อแรก กล่าวคือให้ท่านเจ้าของรถสามารถเลือกซื้อได้ว่าต้องการซื้อประกันภัยเพื่อ ให้มีความคุ้มครองอะไรบ้าง เช่น ตัวรถ บุคคลภายนอก ทรัพย์สินบุคคลภายนอก รถหาย หรือไฟไหม้ ซึ่งการประกันภัยชนิดนี้ยังแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป ครับ ในคราวถัดไปทนายจะได้แยกประเภทของประกันภัยของแต่ละแบบให้ท่านได้มีความเข้า ใจกันครับ

จาก ทนายรถ..

ความรู้ประกันภัยรถ "ประกันภัยประเภท ๑ คืออะไร?"

ความรู้ประกันภัยรถ

"ประกันภัยประเภท ๑ คืออะไร?"
(เข้าชมทั้งหมด 1089 คน)

เราๆ ท่านเมื่อไปซื้อรถคันใหม่ไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือไม่ก็ตาม เราจะถูกบังคับให้ต้องซื้อกรมธรรม์ประเภท ๑ แต่ตามประสบการณ์ของทนายไม่เคยมีผู้ใดได้อธิบายให้ฟ้งว่าประกันประเภท๑ คุ้มครองอะไรบ้าง มีแต่ให้เลือกว่าจะซื้อประกันภัยจากบริษัทใด มีให้เลือกหลาย ๆ บริษัทฯแตกต่างกันที่ราคา ในวันนี้ทนายเลยได้นำเอาความคุ้มครองของกรมธรรม์ประเภท ๑ มาให้ท่านทำความเข้าใจกันนะครับ ดังความคุ้มครองที่จะกล่าวต่อไปนี้

1. ความคุ้มครองความรับผิดชอบต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party Bodily Injury : TPBI) หมายถึง ความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกและความรับผิดต่อความบาด เจ็บหรือมรณะของผู้โดยสารในรถคันเอาประกันภัย โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 100,000 บาทต่อหนึ่งคน และ 10,000,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง ทั้งนี้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดนี้ถือเป็นส่วนเกินจากความคุ้มครองตาม กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

2. ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property Damage : TPPD) หมายถึง ความรับผิดต่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 200,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง

3. ความคุ้มครองความรับผิดต่อความเสียหายของตัวรถยนต์ (Own Damage : OD) หมายถึง ความคุ้มครองความเสียหายของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัยรวมถึงอุปกรณ์และส่วน ควบ โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 50,000 บาท (รถจักรยานยนต์ 5,000 บาท) ทั้งนี้การรับประกันภัยตัวรถยนต์ไม่ควรรับประกันภัยในจำนวนเงินจำกัดความรับ ผิดต่ำกว่า 80% ของราคารถยนต์ ในวันเริ่มการประกันภัย เว้นแต่รถยนต์ที่ไม่มีการเสียภาษีขาเข้า

4. ความคุ้มครองความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์ (Fire and Theft : F&T) หมายถึง ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถคันเอาประกันภัยที่ถูกไฟไหม้และการสูญหาย รวมถึงความเสียหายอันเนื่องมาจากการสูญหาย รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์เกิดไฟไหม้หรือสูญหายไป โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 50,000 บาท (รถจักรยานยนต์ 5,000 บาท)
จำนวนเงินจำกัดความรับผิดสามารถเพิ่มให้สูง กว่าพื้นฐานได้ โดยเพิ่มเบี้ยประกันภัยตามอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มตามความเสี่ยงภัย และอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มความคุ้มครองตามที่ได้ระบุไว้ในพิกัดอัตราเบี้ย ประกันภัยรถยนต์ ยังสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ ได้แก่ การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล และการประกันตัวผู้ขับขี่

ข้อมูลจาก บจม.เทเวศน์ประกันภัย

ความรู้ประกันภัยรถ "ใครบ้างที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ."

ความรู้ประกันภัยรถ

"ใครบ้างที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ."
(เข้าชมทั้งหมด 1101 คน)

· ผู้ประสบภัย อันได้แก่ ประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสารคนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ ก็จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้

· ทายาทของผู้ประสบภัยข้างต้น กรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต

ความรู้ประกันภัยรถ "การใช้รถที่ประกันไม่คุ้มครอง"

ความรู้ประกันภัยรถ

"การใช้รถที่ประกันไม่คุ้มครอง"


ความเสียหายของรถยนต์ที่กรมธรรม์ไม่คุ้มครอง
๑ การเสื่อมราคาหรือการสึกหรอของรถยนต์
๒.การแตกหักของเครื่องจักรกลไกหรือการเสียหรือการหยุดเดินองเครื่องจักกลไก เครื่องไฟฟ้าของรถยนต์ที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ
๓.ความเสียหายโดยตรงต่อรถยนต์ อันเกิดจากการบรรทุกน้ำหนัก หรือจำนวนผู้โดยสารเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต ที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ
๔.ความเสียหายต่อยางรถยนต์ อันเกิดจากการฉีกขาดหรือระเบิด เว้นแต่กรณีมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อส่วนอื่นของรถยนต์ในเวลาเดียวกัน
๕.ความ เสียหายที่เกิดจากการใช้ระยนต์ เว้นแต่เป็นการขาดจากการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากบริษัทประกันภัยประวิงการซ่อม หรือซ่อมล่าช้า เกินกว่าที่ควรจะเป็น โดยมีเหตุผลอันสมควร

ทนายรถ

ความรู้ประกันภัยรถ "รถ 2 คัน ชนกัน ผู้ประสบภัยเป็นผู้โดยสาร พ.ร.บ.คุ้มครองเท่าใด?"

ความรู้ประกันภัยรถ

"รถ 2 คัน ชนกัน ผู้ประสบภัยเป็นผู้โดยสาร พ.ร.บ.คุ้มครองเท่าใด?"
(เข้าชมทั้งหมด 793 คน)

· กรณีรถตั้งแต่ 2 คัน ขึ้นไป ชนกัน ต่างฝ่ายต่างมีประกันตาม พ.ร.บ. และไม่มีผู้ใดยอมรับผิดในเหตุที่เกิด ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้โดยสารจะได้รับความคุ้มครองตามหลักการสำรองจ่าย

· กรณีบาดเจ็บ บริษัทจะสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท ต่อคน แก่ผู้ประสบภัย

· กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร บริษัทจะสำรองจ่ายทดแทน/ค่าปลงศพ จำนวน 80,000 บาท ต่อคน แก่ทายาทผู้ประสบภัย

ความรู้ประกันภัยรถ "ประกันรถยนต์ประเภท๒ คืออะไร?"

ความรู้ประกันภัยรถ

"ประกันรถยนต์ประเภท๒ คืออะไร?"
(เข้าชมทั้งหมด 772 คน)

คราว ก่อนหน้านี้ทนายได้อธิบายถึงประกันภัยชั้น ๑ ไปแล้วว่ากรมธรรม์ดังกลาวคุ้มครองอะไรบ้าง? ทนยเข้าใจว่าทุกท่านคงวจะทราบเพิ่มขึ้นแล้วนะครับ ครั้งนี้ทนายจะได้อธิบายถึงเรื่องความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยประเภท ๒ บ้างครับว่า คุ้มครองถึงเรื่องอะไรบ้างแค่ไหนเพียงใด ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ

๑. ความคุ้มครองความรับผิดชอบต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party Bodily Injury : TPBI) หมายถึง ความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกและความรับผิดต่อความบาด เจ็บหรือมรณะของผู้โดยสารในรถคันเอาประกันภัย โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 100,000 บาทต่อหนึ่งคน และ 10,000,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง ทั้งนี้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดนี้ถือเป็นส่วนเกินจากความคุ้มครองตาม กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

๒. ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property Damage : TPPD) หมายถึง ความรับผิดต่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 200,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง


๓. ความคุ้มครองความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์ (Fire and Theft : F&T) หมายถึง ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถคันเอาประกันภัยที่ถูกไฟไหม้และการสูญหาย รวมถึงความเสียหายอันเนื่องมาจากการสูญหาย รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์เกิดไฟไหม้หรือสูญหายไป โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 50,000 บาท (รถจักรยานยนต์ 5,000 บาท)

จำนวนเงินจำกัดความรับผิดสามารถเพิ่มให้สูงกว่าพื้นฐานได้ โดยเพิ่มเบี้ยประกันภัยตามอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มตามความเสี่ยงภัย และอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มความคุ้มครองตามที่ได้ระบุไว้ในพิกัดอัตราเบี้ย ประกันภัยรถยนต์

ข้อมูลจาก บจม.เทเวศน์ประกันภัย

ความรู้ประกันภัยรถ "ประกันภัยประเภท ๓ คืออะไร?"

ความรู้ประกันภัยรถ

"ประกันภัยประเภท ๓ คืออะไร?"


หลังจากที่ท่านได้ทำความเข้าใจประกันภัยประเภท ๑ และประเภท ๒ ไปแล้วคราวนี้ทนายจะกล่าวถึงประกันภัยประเภท ๓ ให้ท่านได้มีความเข้าใจกันบ้างครับว่ามีสาระและความคุ้มครองอะไรบ้าง หากท่านจะเลือกซื้อกรมธรรม์ประเภทนี้ ทนายจะของกล่าวรายละเอียดของความคุ้มครองดังต่อไปนี้ครับ

๑. ความคุ้มครองความรับผิดชอบต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party Bodily Injury : TPBI) หมายถึง ความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกและความรับผิดต่อความบาด เจ็บหรือมรณะของผู้โดยสารในรถคันเอาประกันภัย โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 100,000 บาทต่อหนึ่งคน และ 10,000,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง ทั้งนี้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดนี้ถือเป็นส่วนเกินจากความคุ้มครองตาม กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

๒ ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property Damage : TPPD) หมายถึง ความรับผิดต่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 200,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง

จำนวน เงินจำกัดความรับผิดสามารถเพิ่มให้สูงกว่าพื้นฐานได้ โดยเพิ่มเบี้ยประกันภัยตามอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มตามความเสี่ยงภัย และอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มความคุ้มครองตามที่ได้ระบุไว้ในพิกัดอัตราเบี้ย ประกันภัยรถยนต์

ข้อมูลจาก บจม.เทเวศน์ประกันภัย

ความรู้ประกันภัยรถ "อย่างไรจึงจะได้รับความคุ้มครองในกรณีสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพ"

ความรู้ประกันภัยรถ

"อย่างไรจึงจะได้รับความคุ้มครองในกรณีสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพ"


ผู้ประสบภัยจากรถที่ต้องสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร ที่จะได้รับจำนวนเงินความคุ้มครอง 80,000 บาท ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ต่อไปนี้

1.ตาบอด
2.หูหนวก
3.เป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด
4.สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์
5.เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรืออวัยวะอื่นใด
6.จิตพิการอย่างติดตัว
7.ทุพพลภาพอย่างถาวร

ความรู้ประกันภัยรถ "การใช้รถที่ประกันไม่คุ้มครอง (๑)"

ความรู้ประกันภัยรถ

"การใช้รถที่ประกันไม่คุ้มครอง (๑)"


การใช้รถที่ประกันภัยไม่คุ้มครอง

การใช้รถนอกอาณาเขตที่คุ้มครอง
การใช้รถยนต์ไปในทางที่ผิดกฏหมาย เช่น ใช้รถยนต์ไปปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือใช้ขนยาเสพติด
การใช้รถในการแข่งขันความเร็ว

ความรู้ประกันภัยรถ "การใช้รถที่ประกันไม่คุ้มครอง (๒)"

ความรู้ประกันภัยรถ

"การใช้รถที่ประกันไม่คุ้มครอง (๒)"
(เข้าชมทั้งหมด 741 คน)

ารใช้ในกรณีอื่น ๆ ที่ประกันไม่คุ้มครอง
๑. การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือถูกผลักดันได้ประกันไว้กับบริษัทด้วย หรือเป็นรถลากจูงโดยสภาพ หรือรถที่มีระบบห้ามล้อเชื่อมโยงกัน
๒. การใช้รถยนต์ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ใในตารางตอนที่เริ่มต้นทำประกันภัย ในขณะเกิดอุบัติเหตุ
๓.การขับรถโดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า ๑๕๐ mg%
๔.การ ขับรถโดยบุคคลที่ไม่เคยได้รับใบใบอนุญาตขับขี่ใด ๆ หรือเคยได้รับแต่ถูกตัดสิทธิตามกฏหมายหรือใช้ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ไปขับขี่ รถยนต์
การใช้รถที่ตามข้อ ๑,๒,๓ และ ๔ ที่กรมธรรม์ไม่คุ้มครองถึงนั้น จะไม่นำมาใช้ในกรณีที่ความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความประมาทของคนขับรถยนต์คันที่ทำประกันตามกรมธรรม์
แต่ในกรณี ที่ทำประกันประเภทระบุชื่อคนขับ ข้อยกเว้นไม่ได้คุ้มครองตามข้อ ๔ จะไม่นำมาใช้บังคับ หากคนขับรถในขณะเกิดความเสียหาย เป็นคนขับขี่ที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์

ความรู้ประกันภัยรถ "การคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ."

ความรู้ประกันภัยรถ

"การคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ."


ผู้ประสบภัย จะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ เป็นค่าปลงศพในกรณีเสีย

ชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่บริษัทได้

รับคำร้องขอ ค่าเสียหาย ดังกล่าว เรียกว่า “ค่าเสียหายเบื้องต้น” โดยมีจำนวนเงิน ดังนี้

· กรณีบาทเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริง

แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

· กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 15,000

บาท

· กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000

บาท และค่าปลงศพ จำนวน 15,000 บาท รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 30,000 บาท

40,000 บาทภายใน 7 วันกับ Diamond Holiday...ของจริง มาเป็นต้นสายก่อนใคร...ถ้าคุณรู้จัก TVI express นี่คือโปรแกรมที่จะมาทดแทนและอุดปัญหาที่เคยพบเจอ

www.diamondholidaytravel.co.cc